การลดโลกร้อน

1.ลดการใช้พลังงานในบ้านด้วยการปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ได้ใช้งาน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับ 1 พันปอนด์ต่อปี

2.ลดการสูญเสียพลังงานในโหมดสแตนด์บาย เครื่องเสียงระบบไฮไฟ โทรทัศน์ เครื่องบันทึกวิดีโอ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและอุปกรณ์พ่วงต่างๆ ที่ติดมาด้วยการดึงปลั๊กออก หรือใช้ปลั๊กเสียบพ่วงที่ตัดไฟด้วยตัวเอง

3.เปลี่ยนหลอดไฟ เป็นหลอดไฟประหยัดพลังงานแบบขดที่เรียกว่า Compact Fluorescent Lightbulb (CFL) เพราะจะกินไฟเพียง 1 ใน 4 ของหลอดไฟเดิม และมีอายุการใช้งานได้นานกว่าหลายปีมาก

4.เปลี่ยนไปใช้ไฟแบบหลอด LED จะได้ไฟที่สว่างกว่าและประหยัดกว่าหลอดปกติ 40% สามารถหาซื้อหลอดไฟ LED ที่ใช้สำหรับโคมไฟตั้งโต๊ะและตั้งพื้นได้ด้วย จะเหมาะกับการใช้งานที่ต้องการให้มีแสงสว่างส่องทาง เช่น ริมถนนหน้าบ้าน การเปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดไส้จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 150 ปอนด์ต่อปี

5.ช่วยกันออกความเห็นหรือรณรงค์ให้รัฐบาลพิจารณาข้อดีข้อเสียของการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนกับภาคการผลิต ตามอัตราการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลรูปแบบต่างๆ หรือการใช้ก๊าซโซลีน เป็นรูปแบบการใช้ภาษีทางตรงที่เชื่อว่า หากโรงงานต้องจ่ายค่าภาษีแพงขึ้นก็จะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิตลง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อย CO2 ลงได้ประมาณ 5%

Virus

ไวรัสคอมพิวเตอร์ (computer virus) หรือเรียกสั้นว่า ไวรัส คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บุกรุกเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ ส่วนมากมักจะมีประสงค์ร้ายและสร้างความเสียหายให้กับระบบของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ
ในเชิงเทคโนโลยีความมั่นคงของระบบคอมพิวเตอร์นั้น ไวรัสเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำสำเนาของตัวเอง เพื่อแพร่ออกไปโดยการสอดแทรกตัวสำเนาไปในรหัสคอมพิวเตอร์ส่วนที่สามารถปฏิบัติการได้หรือข้อมูลเอกสาร ดังนั้นไวรัสคอมพิวเตอร์จึงมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกับไวรัสในทางชีววิทยา ซึ่งสามารถแพร่กระจายไปในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตในลักษณะเดียวกันนี้ คำอื่นๆ ที่ใช้กับไวรัสในทางชีววิทยายังขยายขอบข่ายของความหมายครอบคลุมถึงไวรัสในทางคอมพิวเตอร์ เช่น การติดไวรัส (infection) แฟ้มข้อมูลที่ติดไวรัสนี้จะเรียกว่า โฮสต์ (host) ไวรัสนั้นเป็นประเภทหนึ่งของโปรแกรมประเภทมัลแวร์ (malware) หรือโปรแกรมที่มีประสงค์ร้าย ในความหมายที่ใช้กันทั่วไปนั้น ไวรัสยังใช้หมายรวมถึง เวิร์ม (worm) ซึ่งก็เป็นโปรแกรมอีกรูปแบบหนึ่งของมัลแวร์ ซึ่งบางครั้งก็ทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์นั้นสับสนเมื่อคำไวรัสนั้นใช้ในความหมายที่เฉพาะเจาะจง คอมพิวเตอร์ไวรัสนั้นโดยทั่วไปจะไม่ส่งผลก่อให้เกิดความเสียหายต่อฮาร์ดแวร์โดยตรง แต่จะทำความเสียหายต่อซอฟต์แวร์
ในขณะที่ไวรัสโดยทั่วไปนั้นก่อให้เกิดความเสียหาย (เช่น ทำลายข้อมูล) แต่ก็มีหลายชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย เพียงแต่ก่อให้เกิดความรำคาญเท่านั้น ไวรัสบางชนิดนั้นจะมีการตั้งเวลาให้ทำงานเฉพาะตามเงื่อนไข เช่น เมื่อถึงวันที่ที่กำหนด หรือเมื่อทำการขยายตัวได้ถึงระดับหนึ่ง ซึ่งไวรัสเหล่านี้จะเรียกว่า บอมบ์ (bomb) หรือระเบิด ระเบิดเวลาจะทำงานเมื่อถึงวันที่ที่กำหนด ส่วนระเบิดเงื่อนไขนั้นจะทำงานเมื่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์มีการกระทำเฉพาะซึ่งเป็นตัวจุดชนวน ไม่ว่าจะเป็นไวรัสชนิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ก็ตาม ก็จะมีผลเสียที่เกิดจากการแพร่ขยายตัวของไวรัสอย่างไร้การควบคุม ซึ่งจะเป็นการบริโภคทรัพยากรคอมพิวเตอร์อย่างไร้ประโยชน์ หรืออาจจะบริโภคไปเป็นจำนวนมาก

History Of Sk8

เริ่มจากแถบCalifonia นักเล่นSuft ได้ลองใช้ถนนที่เป็นลอน แทนคลื่นในทะเลในยามไม่มีคลื่น
ตั้งแต่1950 กีฬาชนิดนี้เป็นกีฬาแท้ๆที่นิยมกันมากของชาวอเมริกา แต่ก็ได้รับการเมินเฉยเมื่ออินไลน์สเก็ตและBMXเป็นที่นิยม แต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น การไถไปมาเป็นหลักของการเล่น ช่ววงปลาย1950ดนตรีและภาพยนตร์เกี่ยวกับSkateboardเป็นตัวปลุกกระแสการออกแบบเครื่องเล่นให้เหมือนSurfboard และมีการผลิตเพื่อการค้าครั้งแรกโดยโรลเลอร์ เดอร์บี้ จำหน่ายตามห้าง
สรรพสินค้าในปี 1959
ปี1960นิตยาสารเกี่ยวกับการเล่นสเก็ตฉบับแรกปรากฏขึ้น รวมทั้งมีการผลิตสเก็ตบอร์ดกันขนานใหญ่(แต่ในหนังสือ Skateboarding,Space and the city บอกว่าหนังสือเล่มแรกเกิดช่วง1981?)
ปี1963ผู้ผลิตสเก็ตบอร์ดมากาฮาได้จัดตั้งทีมสเก็ตบอร์ดเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของตน ปัจจุบันนี้ทีมดังกล่าวกำลังเดินทางโดยได้รับความอุปถัมภ์จากผู้ผลิตเพื่อดำเนินการด้านอุตสาหกรรมการตลาด การแข่งขันสเก็ตบอร์ดอย่างเป็นทางการครั้งแรกได้รับความอุปถัมภ์จากมากาฮาในแคลิฟอร์เนีย
ปี1973ได้มีการใช้วงล้อยูรีเทนในการกีฬา ซึ่งทำให้มีความปลอดภัยและคล่องตัวกว่า
สเก็ตบอร์ดมีขนาดกว้างมากขึ้น จาก ระยะ 16 ซม.เป็นกว่า23 ซม.เพื่อให้ความมั่นคงที่ดีกว่า ในการเล่นVert
การเล่นสเก็ตบอร์ดสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีการเล่นแบบต่างๆต่างๆเช่น Slalom,ดาวน์ฮิลล์,ฟรีสไตล์ ก้าวต่อไป วัฒนธรรมการเล่นสเก็ตบอร์ดเริ่มรวมตัวเข้ากับพวกพั้งค์ และดนตรีแบบใหม่ อาร์ตเวิร์คและกราฟิกเริ่มมีบทบาทมากในวัฒนธรรมการเล่นสเก็ตบอร์ด
การเสื่อมความนิยมใกล้ๆปลายปี1970 ลานสเก็ตบางแห่งก็หายไปเพราะธุรกิจตกต่ำ การเล่นสเก็ตบอร์ดก็เริ่มตกต่ำอีกเป็นครั้งที่สองจนการเล่นสเก็ตบอร์ดก็หายจากวงการ การขี่จักรยานBMX เข้ามาเป็นที่นิยมและนักสเก็ตส่วนมากก็หยุดเล่นสเก็ตลานสเก็ตก็สูญหายไปแต่มีการสร้างฮาฟว์ไปป์ และแรมป์ยังคงพัฒนาต่อไปอย่างเงียบๆด้วยนักขี่จักรยานBMX


ในปี 1980 ก็มีการฟื้นฟูการเล่นสเก็ตบอร์ดโดยใช้แรมป์ที่เป็นไม้อัด และการเล่ นตามท้องถนนจึงก่อให้เกิดความพยายามในการเล่นด้วยตนเอง นักสเก็ตเริ่มที่จะสร้างแรมป์สำหรับสเก็ตที่ทำด้วยไม้เอง และเล่นในลานโล่? บริษัทที่เป็นของนักสเก็ตเริ่มสร้างอุปกรณ์ต่างๆให้มีมาตรฐานกว่าเดิม เพื่อใช้เล่นท่าให้ได้ดีขึ้น ในยุคนี้จะมีดาวเด่นประจำกลุ่ม ซึ่งบางคนก็ยังเล่นสเก็ตจนถึงทุกวันนี้ รวมทั้งโทนี่ ฮอว์คและสตีฟ แคบเบลเลอโร มีการจัดการแข่งขันโดย The National Skateboarding Association การเล่นสเก็ตบอร์ด ยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อวัฒนธรรมระหว่างประเทศเริ่มจากดนตรีของพวกพั้งค์ นักสเก็ตส่วนใหญ่ชอบที่จะสวมใส่เสื้อผ้าตัวใหญ่ๆสีทึมๆและย้อนยุคไปใส่รองเท้าเทนนิสที่นักสเก็ตสวมใส่ในอดีต
Skateboard แบบ New School กำเนิดขึ้นโดยเน้นไปที่การเล่นท่าพื้นฐาน ออลลี่ และเน้นเล่นท่าTrickต่างๆการเล่นสเก็ตบอร์ดก็พบกับการคุกคามใหม่นั่นคือการเล่นโรลเลอร์เบรดเด็กหันมาให้ความสนใจกีฬาที่มีล้อและเล่นแนบเท้าทั้งสองแทนเสก็ต
ใน1995 ESPNได้บรรจุกีฬาประเภทนี้ในงานแข่ง Extreme Games(ปัจจุบันคือ X Games)Skateboard เป็นหนึ่งในกีฬาหลักที่ต้องจัดในงานX Gamesประจำปีทุกครั้ง
ปัจจุบัน มีอุตสาหกรรมเกี่ยวกับกีฬาSkateboardมากมายเช่น นิตยาสาร สำนักงานออกแบบสนาม ภาพยนต์ที่เกี่ยวกับเสก็ต เป็นต้นขนาดของอุปกรณ์ต่างๆก็มีขนาดเพิ่ม-ลดต่างออกไป ส่วนโทนี่ ฮอว์คก็ยังคงเป็นSuper Star ในวงการเสก็ตเสมอมาจนถึงปัจจุบัน

All Time Low


ผมรู้จักวงดนตรี Pop Punk วงหนึ่ง โดยการได้ดู Mv เพลง Dear Maria Count Me In จากการโหลดมาจากเว็บ Videopimp เมื่อได้ฟังดนตรีของวงนี้ครั้งแรกก็ไม่ได้รู้สึกชื่นชอบอะไรเป็นพิเศษ แค่รู้สึกว่าก็เพราะดี กับเห็นว่า Look วงดูดีเลยแบบว่าหล่อทุกคน (หล่อด้วยเพลงเจ๋งด้วย) แต่มันไม่เข้ากระแสอ่ะตอนนั้นก็เลยไม่ได้ตามไปหาอัลบั้มเต็มมาฟัง แต่จากการท่องเน็ทเข้าเว็บต่างประเทศ ผมเริ่มเห็นข่าวคราวของวงนี้ค่อนข้างบ่อย ประกอบกับการได้ขึ้นปกนิตยสารดนตรีอยู่เรื่อยๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าวงนี้จริงๆ แล้วกระแสที่ต่างประเทศค่อนข้างแรงเลยทีเดียว (เป็นวงที่ยึด Blink-182 เป็นต้นเเบบ ) สุดท้ายก็เลยตัดสินใจไปหาอัลบั้มเต็มของวงมาฟัง แล้วผมจึงได้รู้ว่าวง Pop Punk ที่ชื่อว่า All Time Low วงนี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตาอย่างเดียวจริงๆต้องลองฟังกันครับ ผมชอบวงนี้มากบอกได้คำเดียวว่า "เจ๋ง"


All Time Low คือวง Pop Punk จาก Baltimore Maryland ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิก 4 คน คือ Alex Gaskarth เล่นกีตาร์ริที่มและร้องนำ, Jack Barakat กีตาร์โซโล่และร้องคอรัส, Zack Merrick เล่นเบสและร้องคอรัส สุดท้ายคือ Rian Dawson ตีกลองและเพอร์คัชชั่น โดยเริ่มแรกเป็น Jack ที่ชวน Alex มาตั้งวงเพื่อเล่น Cover เพลงของ Blink 182 ตั้งแต่สมัยอยู่ High School ซึ่งจากการที่มือกลองในตอนนั้นของวงไม่สามารถเล่นเพลง Roller Coaster ของ Blink 182 ได้ทำให้ทางวงตัดสินใจไล่เขาออกแล้วรับ Rian เข้ามาอยู่ในวงแทน แล้วสุดท้ายก็ได้ Merrick มาเล่นเบสให้ และทั้ง 4 คนก็ร่วมกันก่อตั้งวง All Time Low ขึ้นมาในปี 2003 โดยชื่อวงนั้นมาจากเนื้อร้องท่อนหนึ่งจากเพลง Head On Collision ของวง New Found Glory (จากท่อนที่ว่า and it feels like I'm at an all-time low วงนี้ก็วงโปรดผมอีกวงนึงเลย) โดย Studio อัลบั้มแรกของวงชื่อว่า The Party Scene ออกกับสังกัด Emerald Moon Records ในขณะที่พวกเค้ายังไม่จบ High School กันด้วยซ้ำ และพอจบ High School ทั้ง 4 คนก็ได้เซ็นสัญญากับทาง Hopeless Records และนี้ก็คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของวงโดย Ep อัลบั้ม Put Up Or Shut Up ที่ออกมาในปี 2006 สามารถไต่อันดับไปถึงอันดับ 20 ของ Top Independent Albums และอันดับ 12 ของ Top Heatseekers ใน Us Chart จากนั้นอีก 1 ปีต่อมาทางวงก็ได้ปล่อย Studio อัลบั้มที่ 2 ชื่อว่า So Wrong It’s Right ออกมาโดยถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงสำหรับวงหน้าใหม่โดยทะยานขึ้นไปถึงอันดับ 62 บน Chart Billboard 200 และอันดับ 6 ของ Top Independent Albums โดยเฉพาะ Single ที่ 2 ของอัลบั้มคือ Dear Maria Count Me In (เขียนถึงนักเต้นระบำเปลื้องผ้าในบ้านเกิด) สามารถขึ้นอันดับสูงสุดได้ที่ 86 ของ Chart Pop 100 และปิดท้ายความสำเร็จของวงโดยการได้รับรับรางวัล Band Of The Year ของนิตยสาร Alternative Press ในปี 2008 และในปี 2009 Studio อัลบั้มที่ 3 ก็ได้ถูกปล่อยออกมาภายใต้ชื่อ Nothing Personal (ตั้งมาจากเนื้อเพลง Break Your Little Heart จาก Track ที่ 2 ของอัลบั้ม) โดยจากการคาดหมายของ Billboard Magazine ว่าน่าจะติดอยู่ใน Top Ten ของ Chart Billboard 200 ได้ไม่ยากและก็เป็นไปตามคาดหมายจริงๆ เพราะ Nothing Personal ทำได้ถึงอันดับ 4 ของ Chart Billboard 200 ทำยอดขายได้ถึง 63,000 ก็อปปี้ ภายในสัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย ซึ่งถือว่า All Time Low ประสบความสำเร็จจริงๆ สำหรับ Studio อัลบั้มที่ 3 ของพวกเค้า

ลองฟังเพลงดูครับ

Kickass



ชื่อ Kick-Ass (2010) | Kick-Ass (2010)
แนว : Action, Adventure
แสดง : Nicolas Cage, Aaron Johnson, Lyndsy Fonseca, Mark Strong, Christopher Mintz-Plasse, Chloe Moretz
ทีมงาน : Director: Matthew Vaughn
เข้าฉาย : 13 เม.ย. 2553


เรื่องย่อ :
ฉายวันที่ 13 เมษายน 2553 (ข้อมูลจาก UIP) หนุ่มวัยรุ่น เดฟ ไลซูว์สกี้ (แอรอน จอห์นสัน) แฟนพันธุ์แท้หนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ที่ตัดสินใจนำความหลงใหลของตัวเองมา เป็นแรงบันดาลใจสร้างตัวเขาให้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ในชีวิตจริง ตามธรรมเนียมของซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป เขาตั้งฉายาให้ตัวเองว่า คิกแอส เขาออกแบบตัดชุดเอง หาหน้ากากมาใส่ แล้วออกไปปราบเหล่าร้าย เขาติดปัญหาอยู่อย่างเดียวนั่นคือ คิกแอส ไม่มีซูเปอร์พาวเวอร์อะไรเลย แต่ชีวิตเขาก็เปลี่ยนไปไม่มีวันเหมือนเดิม เมื่อเขาจุดประกายให้พวกกลุ่มที่ชอบเลียนแบบคนดัง เขาได้พบกับคู่พ่อ-ลูกที่ตั้งตัวเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมชนิดบ้าดีเดือด นั่นคือ สาวน้อยมหาประลัยแสบเกินวัย 11 ขวบฉายา ฮิทเกิร์ล (โคลอี้ มอเรทซ์) และพ่อของเธอ บิ๊กแด๊ดดี้ (นิโคลัส เคจ) นอกจากนี้เขายังได้พบมิตรภาพใหม่กับมือปราบเหล่าร้ายมือใหม่ เร้ด มิสต์ (คริสโตเฟอร์ มินตซ์ แพลสส์) ก๊วนยอดมนุษย์กลุ่มใหม่นี้ต้องผจญภัยกับบททดสอบสุดท้าทายเมื่อต้องทำลายแผนการชั่วร้ายของมาเฟียท้องถิ่นอย่าง แฟรงค์ ดีอามีโก้ (มาร์ค สตรอง)